My experiences

วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เปิดท่าทีไทยนำชายแดนใต้ผงาด ‘ยิ่งลักษณ์’เจรจา‘นายกมาเลย์’

เปิด 11 ข้อหารือ ‘ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร’ กับ‘นาจิบ ราซัค’ มุ่งแก้ปัญหาชายแดนใต้ ยาเสพติด คน 2 สัญชาติ แรงงานร้านต้มยำ สร้างสะพานตากใบ ตั้งเขตอุตสาหกรรมยางพาราฝั่งมาเลย์ อุตสาหกรรมปาล์มฝั่งไทย
ใบกระท่อม - ขึ้นชั้นระหว่างประเทศ – พืชกระท่อมจะเป็นประเด็นหนึ่งที่นายกรัฐมนตรีจะหารือกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซียในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2555 เนื่องจากเป็นยาเสพติดที่กำลังระบาดหนักในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ในมาเลเซียเป็นพืชที่ไม่ผิดกฎหมาย จึงมีพ่อค้าเข้าไปเก็บมาขายในประเทศไทยจำนวนมาก


การหารือข้อราชการระหว่างนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทย กับนายราจิบ นาซัค นายกรัฐมนตรีประเทศมาเลเซียในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2555 อาจมีนัยยะสำคัญต่อการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงอนาคตในการพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้โดยรวม
ต่อไปนี้เป็น 11 กรอบประเด็นในหารือข้อราชการดังกล่าว ที่ได้จากประชุมหารือแนวทางแก้ปัญหาชายแดนไทย – มาเลเซีย เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2555 ที่ห้องสุริยาศศิน โรงแรมลีการ์เดนส์พลาซ่า อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่มีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เป็นเจ้าภาพ
.......
ประเด็นหารือสำหรับการหารือข้อราชการระหว่างนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายรัฐมนตรีไทย กับนายราจิบ นาซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2555 มีประเด็นที่ฝ่ายไทยควรยกขึ้นหารือ รวม 11 ประเด็น ประกอบด้วย
1.ความร่วมมือด้านความมั่นคงสภาพปัญหาการแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากมาเลเซีย ในฐานะประเทศที่มีพรมแดนติดกัน จากปัญหาบุคคล 2 สัญชาติ การลักลอบขนสินค้าหนีภาษี การขนน้ำมันเถื่อน ปัญหายาเสพติดที่ระบาดในจังหวัดชายแดนภาคใต้ อาทิ กระท่อมเป็นพืชที่ไม่ถือว่าผิดกฎหมายในมาเลเซีย เป็นต้น
ตารางแสดงการเพิ่มขึ้นของคดียาเสพติดใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้  
จังหวัด
จำนวนคดียาเสพติด
ปี 2549
ปี 2553
ยะลา
739
1,553
ปัตตานี
699
1,595
นราธิวาส
1,152
1,595
สงขลา
1,909
2,515
ขอบคุณที่รัฐบาลมาเลเซียให้ความร่วมกับไทยในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้มาด้วยดีโดยตลอด
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ขอให้นายกรัฐมนตรีมาเลเซียสั่งการไปยังเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติของมาเลเซียในการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจจับและติดตาม ความร่วมมือด้านการข่าว เป็นต้น ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นการสกัดปัญหา แยกกลุ่มผู้กระทำความผิด ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้อย่างมาก
ท่าทีไทยฝ่ายไทยมองว่า ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นวาระแห่งชาติที่จะต้องได้รับการแก้ไขในการนำสันติสุขกลับสู่พื้นที่โดยเร็ว และถือเป็นปัญหาความมั่นคงร่วมกันระหว่างไทย-มาเลเซีย ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ลามไปสู่มาเลเซียด้วย
2.ความร่วมมือด้านการบรรเทาภัยพิบัติท่าทีไทยขอบคุณรัฐบาลและประชาชนชาวมาเลเซียที่ได้ร่วมบริจาคเงินและสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยผ่านการประสานงานของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.)
3.การก่อสร้างสะพานตากใบ และสะพานข้ามแม่น้ำโกลกแห่งที่ 2ข้อเท็จจริงสะพานตากใบ ระยะทาง 10.6 กิโลเมตร ค่าใช้จ่าย 5,664 ล้านบาท มีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้สูงกว่าสะพานข้ามแม่น้ำโก – ลกแห่งที่ 2 คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 2559
ฝ่ายมาเลเซีย ประสงค์จะให้สร้างสะพานตากใบ ซึ่งจะมีผลทางเศรษฐกิจสูงกว่าและสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจฝั่งตะวันออก (ECER) ของมาเลเซีย ซึ่งมีสภาพเศรษฐกิจล้าหลังกว่าภาคเหนือของมาเลเซีย
สะพานข้ามแม่น้ำโก – ลกแห่งที่ 2 ผ่านการศึกษา FS แล้ว ระยะทาง 310 เมตร ค่าใช้จ่าย 300 ล้านบาท โดยแต่ละฝ่ายรับผิดชอบค่าใช้จ่ายคนละครึ่ง
สำนักงานจังหวัดนราธิวาส สนับสนุนให้สร้างสะพานข้ามแม่น้ำโกลกแห่งที่ 2 เพื่อลดความแออัดของสะพานข้ามแม่น้ำโก – ลกแห่งแรก
ท่าทีไทยเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนระหว่างจังหวัดนราธิวาสและรัฐกลันตันของมาเลเซีย จึงควรสนับสนุนการก่อสร้างสะพานทั้ง 2 แห่ง โดยอาจให้มีการดำเนินการไปในลักษณะคู่ขนาน
4.การแก้ปัญหาแรงงานไทยที่ทำงานร้านต้มยำกุ้งในมาเลเซียสภาพปัญหามีชาวไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้เดินทางไปทำงานที่ร้านต้มยำในมาเลเซียอย่างผิดกฎหมาย 195,000 คน ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกจับกุมและส่งตัวกลับ
สาเหตุที่แรงงานไทยไม่ขอใบอนุญาตทำงานเนื่องจากต้องเสียค่าธรรมเนียม (Levy) คนละ 18,000 บาท ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เคยเจรจาอย่างไม่เป็นทางการเพื่อขอให้ฝ่ายมาเลเซียลดค่าธรรมเนียม (Levy)
ขอให้รัฐบาลมาเลเซียเปิดโอกาสให้แรงงานไทยใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าไปทำงานในตำแหน่งพนักงานเสิร์ฟ เฉพาะในร้านอาหารไทยและร้านต้มยำได้ โดยขอให้ลดอัตราค่าธรรมเนียม (Levy) ในอัตราที่เหมาะสม ซึ่งฝ่ายไทยจะมีการเตรียมความพร้อมให้แรงงานไทย ก่อนส่งออกไปทำงานอย่างเป็นระบบ โดยจะมีศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นหน่วยงานบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่
ท่าทีไทยยินดีที่จะจัดส่งแรงงานฝีมือ (Skilled Labour) เพื่อสนับสนุนการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ตามแผนปฏิรูปเศรษฐกิจ Economic Transformation Program (ETP) ของมาเลเซีย ซึ่งต้องการแรงงาน 3.3 ล้านคน โดยแรงงานฝีมือไทยเป็นที่ยอมรับว่า เป็นแรงงานที่มีคุณภาพในตลาดแรงงานระหว่างประเทศ
5.การแก้ปัญหารถตู้ไทยขนส่งผู้โดยสารไปมาเลเซียสภาพปัญหาเป็นปัญหาที่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้ประกอบการรถตู้ไทย โดยฝ่ายมาเลเซียมองว่า รถตู้ไทยมีการขนส่งแรงงานเถื่อนไปทำงานที่ร้านต้มยำ จึงได้จับกุมและปรับ ตั้งแต่ต้นปี 2553 และได้ออกกฏระเบียบที่รถตู้ไทยไม่สามารถปฏิบัติได้ ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจท่องเที่ยว 2 ประเทศ
ข้อเท็จจริงล่าสุด Economic Planning Unit (EPU) ซึ่งเป็นฝ่ายเลขานุการของกรอบความร่วมมือ JDS (คณะกรรมการร่วมจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ชายแดนไทย – มาเลเซีย : Thai – Malaysia Committee on Joint Development Strategies for Border Area – JDS) ฝ่ายมาเลเซียขอให้สำนักนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ฝ่ายเลขานุการของ JDS ฝ่ายไทยจัดประชุมผู้เกี่ยวข้องในวันที่ 16 มกราคม 2555 เพื่อรวบรวมข้อเสนอของฝ่ายไทยที่สามารถปฏิบัติได้ ส่งให้มาเลเซียพิจารณา ซึ่งถือว่าเป็นการส่งสัญญาณที่ดีของการเจรจาในการแก้ปัญหาดังกล่าว อย่างไรก็ตามการเจรจาดังกล่าว ยังเป็นเพียงยกแรกเท่านั้น
ท่าทีไทยขอให้นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ให้การสนับสนุนการเป็นเจ้าภาพในการแก้ปัญหารถตู้ไทยของ EPU ด้วย
6 การขอต่ออายุและขยายระดับของทุนการศึกษารัฐบาลมาเลเซียข้อเท็จจริงรัฐบาลมาเลเซียได้ให้ทุกแก่นักเรียนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษา หลักสูตร 5 ปี ปีละ 60 คน เป็นเวลา 6 ปี ตามความตกลงร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างไทย – มาเลเซีย ซึ่งได้ดำเนินมาแล้ว 3 ปี ปัจจุบันมีนักเรียนทุน 134 คน
มาเลเซียเสนอจะให้การสนับสนุนไทยในเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ใน 3 ด้าน เรียกว่า “3E” ได้แก่ Education (การศึกษา) Employment (การจ้างงาน) และ Entrepreneurship (ทักษะการประกอบอาชีพ)
ร่วมการแสดงความยินดีในโอกาสการที่ ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้เดินทางมารับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ที่มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา (มอย.) เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2554
ท่าทีไทยขอบคุณรัฐบาลมาเลเซียที่ให้ทุนการศึกษา แก่เยาวชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไปศึกษาในระดับมัธยมปลาย ซึ่งกระทรวงศึกษามาเลเซียให้การดูแลอย่างดี จึงขอขยายจำนวนและปีของทุนการศึกษาดังกล่าวให้ครอบคลุมถึงระดับอุดมศึกษาในสาขาต่างๆ ซึ่งเป็นการสงเสริมการศึกษาเรียนรู้ของเยาวชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2558
7 การเปิดการค้าเสรีต้นกล้ายาง/เมล็ดพันธ์ปาล์มน้ำมัน และตั้ง Oil Palm Belt ข้อเท็จจริงในการประชุม JDS มาเลเซียได้เสนอขอตั้ง “เขตอุตสาหกรรมยางพารา” Rubber Belt ตามแนวชายแดน เพื่อนำวัตถุดิบไปใช้ในอุตสาหกรรมแปรรูป ขอให้พิจารณาข้อเท็จจริงที่ว่า ไทยเป็นประเทศส่งออกยางพารารายใหญ่ที่สุดในโลก ส่วนมาเลเซียเป็นประเทศส่งออกน้ำมันปาล์มรายใหญ่ที่สุดของโลก จึงควรหาทางร่วมมือ โดยอาจเริ่มจากให้มีการค้าเสรีต้นกล้ายางและเมล็ดพันธ์ปาล์มน้ำมัน
ท่าทีไทยเสนอให้มีการเปิดการค้าเสรีต้นกล้ายาง/เมล็ดพันธ์ปาล์มน้ำมัน เพื่อพัฒนาพื้นที่เพาะปลูกปาล์มน้ำมัน เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปน้ำมันปาล์ม การผลิตน้ำมันพืช รวมทั้งไบโอดีเซล เป็นต้น
เสนอให้ตั้ง Oil Palm Belt ในฝั่งไทย เพื่อรับซื้อปาล์มน้ำมันดิบมาแปรรูป โดยฝ่ายไทยอาจชักชวนให้บริษัทแปรรูปปาล์มน้ำมันจากภาคใต้ตอนบน อาทิจากจังหวัดชุมพร จังหวัดสุราษฎร์ธานี มาลงทุน ทั้งนี้เพื่อเป็นข้อเสนอที่จะแลกเปลี่ยนกับ Rubber Belt ของมาเลเซีย
8 การขยายด่านสะเดา – ด่านบูกิตกายูฮิตัมสภาพปัญหาสถิติการค้าผ่านด่านสะเดาปี 2554 มีมูลค่า 3 แสนล้านบาท มีรถยนต์ผ่านแดนปีละ 8 แสนคัน และการเข้า – ออกของนักท่องเที่ยวปีละ 4.4 ล้านคน กรมศุลกากรจะต้องลงทุนก่อสร้างด่านสะเดาแห่งใหม่ เพื่อรับรองประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งด่านสะเดามีมูลค่าส่งออก – น้ำเข้ามากที่สุดเมื่อเทียบกับด่านอื่นๆ ทั่วประเทศ
ข้อเท็จจริงที่ประชุม JDS เห็นชอบโครงการขยายด่านสะเดา – ด่านบูกิตกายูฮิตัม
กรมศุลกากรมีโครงการก่อสร้างด่านสะเดาแห่งใหม่บนเนื้อที่ 720 ไร่ ในตำบลสำนักขาม อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ใช้งบ 123 ล้านบาท อยู่ระหว่างการสำรวจและออกแบบ
ที่ประชุม IMT – GT (แผนงานพัฒนาเขตเศรษฐกิจอินโดนีเซีย – มาเลเซีย – ไทย : Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle : IMT – GT) สนับสนุนโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หรือ มอเตอร์เวย์ สายสะเดา – หาดใหญ่ ระยะทาง 65 กิโลเมตร งบประมาณ 3 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณหนึ่งหมื่นล้านบาท) โดยธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) จะสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ
ท่าทีไทยขอให้นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย สนับสนุนโครงการพัฒนาด่านบูกิตกายูฮิตัมในฝั่งมาเลเซีย ซึ่งนอกจากจะเป็นการช่วยอำนวยสะดวกการขนส่งสินค้าแล้ว ยังช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่าง 2 ประเทศด้วย เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยง (Connectivity) ในการรองรับประชาคมอาเซียนในปี 2558 ด้วย
9 การส่งเสริมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลข้อเท็จจริงไทยมีศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้รับการยอมรับในด้าน องค์ความรู้ในการตรวจสอบมาตรฐานอาหารและสินค้าฮาลาลในระดับโลก ขณะที่ประเทศมาเลเซียมีตลาดโลกมุสลิม สำหรับส่งออกสินค้าฮาลาล
นอกจากนี้ ไทยมีความได้เปรียบในอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร จะเห็นได้ว่า ไทยส่งออกปลาประป๋องทูน่าเป็นอันดับ 1 ของโลก
ขณะนี้ มีบริษัท ลังกาสุกะ กรุ๊ป ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมฮาลาลจากมาเลเซีย สนใจที่จะมาลงทุนตั้งโรงงานผลิตอาหารฮาลาลในจังหวัดปัตตานี (ไทยต้องการพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมฮาลาล )
ทั้งนี้ บริษัทสหฟาร์ม เป็นที่ปรึกษาให้แก่บริษัทของมาเลเซียในทำโครงการสร้างฟาร์ม/โรงชำแหละไก่เพื่อส่งออกไปยังมาเลเซียด้วย
ท่าทีไทยไทยมีความพร้อมในอุตสาหกรรมฮาลาล ทั้งด้านวัตถุดิบทางการเกษตร อุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้ำ จึงขอเชิญชวนให้ผู้ประกอบการฮาลาลจากมาเลเซีย มาลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล จังหวัดปัตตานี
ไทยและมาเลเซียสามารถร่วมมือในการร่วมมือลงทุนผลิตและขยายการส่งออกสินค้าฮาลาล ไปยังตลาดมุสลิม ซึ่งมีขนาดประชากรถึง 1.8 พันล้านคน หรือมีผู้นับถือศาสนาอิสลาม 1 ใน 3 ของประชากรโลก
10.ความร่วมมือด้านเกษตรอินทรีย์ (Organic Farming) ข้อเท็จจริงในมาเลเซีย มีองค์กร Bernas เป็นองค์กรเดียวที่สามารถนำเข้าข้าวทางน้ำทางเดียวและจำหน่ายข้าวในมาเลเซีย และเห็นว่า ปัจจุบันตลาดข้าวอินทรีย์ (Organic Rice) มีความต้องการมากขึ้น รวมทั้งในอนาคต จึงประสงค์จะร่วมมือกับไทยในการใช้องค์ความรู้ (Know How) และเทคโนโลยีจากไทย
รัฐกลันตันเปิดโอกาสให้ผู้สนใจมาลงทุนในพื้นที่ ซึ่งรัฐจะหาที่ตั้งโรงงานในพื้นที่ 3 – 4 พันเอเคอร์ (ประมาณ 1 หมื่นไร่) ให้ เพื่อเพาะปลูกและผลิตข้าวอินทรีย์ร่วมกันสำหรับจำหน่ายในมาเลเซีย หากมีปริมาณมากพอจะร่วมกันส่งออกไปตลาดจีน ซึ่งรัฐกลันตันได้รับใบรับรองคุณภาพข้าวอินทรีย์อยู่แล้ว
ท่าทีไทยไทยยินดีที่จะให้ความร่วมมือ โดยเฉพาะการปลูกและผลิตข้าวอินทรีย์ในรูปแบบการร่วมทุนของเอกชน
11.ร่วมมือกับมาเลเซียในการส่งออกทุเรียนไปตลาดจีนข้อเท็จจริงมาเลเซียได้ทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ในการส่งทุเรียนไปยังตลาดจีน ระหว่างการเยือนมาเลเซียของนายกรัฐมนตรีประเทศจีน เมื่อเดือนเมษายน 2554 ซึ่งจีนมีความต้องการนำเข้าทุเรียนในปริมาณที่สูงมาก
ท่าทีไทยยินดีที่จะร่วมมือกับมาเลเซียในการจัดส่งทุเรียนไปตลาดจีน ซึ่งไทยมีความได้เปรียบกว่ามาเลเซีย ทั้งนี้ ไทยเป็นประเทศส่งออกทุเรียนมากที่สุด โดยครองตลาดส่งออก 1.5 แสนตัน/ปี ทุเรียนไทยสามารถเก็บได้ก่อนและสามารถส่งออกเป็นทุเรียนสดได้ ขณะที่มาเลเซียส่งออกทุเรียนแปรรูปเท่านั้น
ทั้งนี้จังหวัดยะลามีศักยภาพด้านผลไม้ มีผลผลิตทุเรียน 4.8 หมื่นตัน/ปี ซึ่งสะดวกในการขนส่งไปยังท่าเรือปีนัง ของมาเลเซีย


อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องชง 11 เรื่องเจรจา ‘นายกฯมาเลย์’ ‘ใบกระท่อม’ ขึ้นชั้นปัญหาระหว่างประเทศ  http://prachatai.com/journal/2012/02/39224

วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

มองบทบาทแรกรัฐสภาพม่ายุคประชาธิปไตย

รัฐสภาพม่าเริ่มการพิจารณาแผนการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาล นับเป็นครั้งแรกที่ฝ่ายนิติบัญญัติของพม่าได้ทำหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุลรัฐบาลตามระบอบประชาธิปไตยอย่างเป็นทางการ

นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่น่าจับตามองของพม่าในการพัฒนาประเทศเข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตย เมื่อรัฐสภาพม่า เริ่มหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุลรัฐบาลอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก ในการพิจารณาร่างกฎหมายงบประมาณแผ่นดินที่เสนอโดยรัฐบาลของพลเอกเต็ง เส่ง ประธานาธิบดีพม่า หลังจากตลอดระยะเวลาเกือบ 50 ปีที่ผ่านมาซึ่งประเทศตกอยู่ภายใต้การปกครองของกลุ่มเผด็จการทหาร สิทธิ์ขาดในการบริหารงบประมาณแผ่นดินตกอยู่ในมือของรัฐบาลแต่เพียงผู้เดียว

โดยแผนการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลที่กำลังจะถูกเสนอต่อรัฐสภานี้ มุ่งเน้นที่การใช้จ่ายด้านสวัสดิการสังคม โดยเพิ่มงบประมาณด้านการศึกษาถึง 2 เท่า และเพิ่มเงินสนับสนุนด้านการพัฒนาสาธารณสุขมากกว่า 4 เท่าจากปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากก่อนหน้านี้ สหประชาชาติรายงานว่าพม่าเป็นประเทศที่ใช้งบประมาณเพื่อการสาธารณสุขต่ำที่สุดในโลก โดยคิดเป็นอัตราเพียงร้อยละ 1.8 ของงบประมาณแผ่นดิน

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังคงอนุมัติงบประมาณให้แก่กองทัพถึงกว่า 2,350 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ หรือประมาณ 70,000 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าปีที่ผ่านมาถึงร้อยละ 50 โดยรัฐบาลให้เหตุผลว่างบประมาณดังกล่าวมีความจำเป็น เนื่องจากทางกองทัพยังต้องเผชิญกับปัญหาด้านความมั่นคงจากกองกำลังของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆในประเทศ นอกจากนี้ รายละเอียดของงบประมาณด้านกลาโหมนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยและตรวจสอบได้ เนื่องจากทางกองทัพอ้างว่าการใช้จ่ายงบประมาณดังกล่าวเป็นความลับทางราชการ

การที่สมาชิกรัฐสภาชุดนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2553 ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าไม่มีความบริสุทธิ์ยุติธรรม และอีกส่วนหนึ่งมาจากการแต่งตั้ง โดยที่โควต้าเกือบทั้งหมดยังคงเป็นของฝ่ายทหารซึ่งเป็นกลุ่มอำนาจเก่า ทำให้สมาชิกรัฐสภาเกือบทั้งหมดอยู่ในมือของรัฐบาล ซึ่งหนุนหลังโดยพลเอกอาวุโสตาน ฉ่วย อดีตผู้นำเผด็จการของพม่า ด้วยเหตุนี้ จึงอาจเป็นเรื่องยาก ที่จะคาดหวังให้รัฐสภาจะมีอำนาจในการคัดค้านหรือแก้ไขนโยบายของรัฐบาลอย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตาม สมาชิกรัฐสภาบางส่วนยังคงมีความหวังว่า ถึงแม้เสียงของพวกเขาจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลได้ แต่อย่างน้อย รัฐสภาก็เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้สมาชิกที่ทำหน้าที่ผู้แทนของประชาชนอย่างแท้จริง ได้แสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล เพื่อบรรลุหน้าที่หลักของฝ่ายนิติบัญญัติในการตรวจสอบและถ่วงดุลฝ่ายบริหาร ซึ่งเป็นหนึ่งในหลักเกณฑ์ที่สำคัญที่สุดของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

Produced by VoiceTV

วัยรุ่นกับวันวาเลนไทน์

วัยรุ่นกับวันวาเลนไทน์ 
อัมพร บุญตัน (tyap@loxinfo.co.th) - [ 17 ก.พ. 47, 10:57 น. ] 
ก่อนจะพูดถึงอะไรทั้งหมด อยากจะให้เราเริ่มทำความเข้าใจเรื่องกันก่อนว่า การมีเพศสัมพันธ์ เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ เช่นเดียวกับสัตว์อื่น ๆ แต่ที่มนุษย์ต้องคิดต้องระวังมากกว่าคือผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งทางกายใจและสังคม เพราะเราเชื่อว่ามนุษย์ เป็นสัตว์ประเสริฐ ส่วนในสัตว์การมีเพศสัมพันธ์เป็นไปเพื่อสืบทอดเผ่าพันธ์ หรือสนองอารมณ์ความรู้สึกด้วยก็ได้ แต่เราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้น้อย หรือไม่สนใจเลย เพราะเราไม่ใช่สัตว์ และไม่อยากถูกเรียกว่าสัตว์ แม้พวกผู้ชายที่ไปมีเพศสัมพันธ์กับคนที่เขาไม่ยินยอมหรือยกพวกไปมีอะไรกับเขาทีละหลาย ๆคน ก็อาจจะถูกเรียกว่า ..สัตว์ อันนี้ไม่ขออธิบาย
อีกเรื่องคือธรรมชาติการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและจิตใจตามวัย ในช่วงอายุ10 ปี ขึ้นไปจะเริ่มมีประจำเดือน มีความอยากรู้อยากลอง และการต้องการการยอมรับ คนอื่นมีแฟน เราก็อยากมีแฟน ฯลฯ
สรุปว่าการมีเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต วัยรุ่นเป็นสิ่งมีชีวิต จึงมีเพศสัมพันธ์ ตามธรรมชาติ

เด็กสมัยนี้หลงค่านิยมตะวันตก ?

สมัยก่อนเด็กจบ ป.4 จะใช้ชีวิตกับเรียนรู้อาชีพวิถีชีวิต การเข้าสังคมจากครอบครัว ตอนเย็นลูกชาวนาก็หากบ หาเขียดมาเป็นอาหาร มีพ่อแม่ ครอบครัว ชุมชน ช่วยดูแล แหล่งบันเทิงคืองานวัด คนในชุมชนเห็นอะไร ไม่เหมาะสม ก็มาบอกพ่อ แม่ พ่อแม่ก็จะหาทางบอกลูกอย่างระมัดระวัง

แต่ตอนนี้สังคมเปลี่ยนไป เด็กอยู่ห่างครอบครัว อยู่กับครูในโรงเรียน ครูกวดวิชา ที่ไม่มีหลักสูตรการสอนเรื่องทักษะชีวิต ทักษะทางสังคม เข้าใจวัฒนธรรมดั้งเดิมและการใช้ชีวิตที่เหมาะสมกับยุคสมัย ในโรงเรียนมีการสอนความทันสมัยที่ใส่ใจเปลือก แต่ไม่มีแก่น เช่นการใช้คอม ฯลฯ สภาพครอบครัวและสังคมก็มีความแตกต่างไปจากเดิม พ่อแม่ต้องทำงานหาเงินตัวเป็นเกลียว ไม่มีเวลา ใส่ใจ ให้เวลาสั่งสอน กล่อมเกลาลูกอย่างที่เคยเป็น

โลกมีพัฒนาการก้าวหน้าไปมาก ทั้งด้านข้อมูลข่าวสาร ทุกบ้านมีทีวี วิทยุ มีเครื่องมือสื่อสาร มีข้อมูลข่าวสาร โฆษณาสินค้าที่มีเด็กและเยาวชนเป็นกลุ่มเป้าหมาย ในช่วง วาเลนไทน์ มีกิจกรรมมากมาย เช่นรับจดทะเบียนสมรส จัดงานเทศกาลแห่งความรัก ตามสถานบันเทิง มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ เพื่อให้คนออกมาใช้บริการ ควักเงิน ซื้อของที่ระลึกให้กับคนรัก

เมื่อเปรียบเทียบวันวาเลนไทน์กับวันอื่น ๆ ที่มีความเป็นตะวันออกในสังคมไทย เช่นวันสำคัญทางศาสนา วันรัฐธรรมนูญ ฯลฯ วันเหล่านี้ มีการรณรงค์ให้หยุด อยู่บ้าน เข้าวัด ทบทวนชีวิต ความคิด อุดมการณ์ งดดื่มเหล้า หรือขอให้ปิดสถานบริการเพื่อเป็นพุทธบูชา ซึ่งสอดคล้องกับความคาดหวังของสังคมไทย แต่กลับไม่คึกคัก

จะเห็นว่าวันวาเลนไทน์ เป็นเรื่องจับต้องได้ โดนใจวัยรุ่น ผู้ใหญ่ก็ทำหรือใคร ๆ ก็ทำ ทำแล้วได้รับการยอมรับ นอกจากวันวาเลนไทน์ก็มีวันอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกะวัฒนธรรมไทย เช่นวันลอยกระทง วันสงกรานต์ ที่มีผลต่อเศรษฐกิจ ไม่มีใครบอกว่ามันเป็นวัฒนธรรมตะวันไหน แต่ที่สำคัญวันวาเลนไทน์ที่ทำให้มีเงินสะพัด คนได้เงินกันถ้วนทั่ว ตั้งแต่เจ้าของธุรกิจการสื่อสารระดับโลก จนถึงลุงนวลชาวสวนกุหลาบ คนขายเหล้าตองข้างทาง คนต้มเหล้าพื้นบ้าน ทุกคนชอบเงินแต่ไม่ชอบวัฒนธรรมตะวันตันวันตก ขอฟันธงว่าวันวาเลนไทน์บูม วันอื่นไม่บูมเพราะไม่สอดคล้องกับยุคสมัยของโลกยุควัตถุนิยม 


เด็กเสียตัวในวันวาเลนไทน์ ??
เราท่านรู้ดีว่าเด็กเขามีอะไรกันได้ทุกวัน มีได้ทุกที่ไม่เว้นแม้แต่ในห้องเรียน วันวาเลนไทน์ เป็นเงื่อนไขให้วัยรุ่นได้อยู่ด้วยกัน เป็นโอกาสให้ชายได้ขอมีอะไรกับหญิง โดยอ้างความรักให้เกิดความชอบธรรม ซึ่งผู้ชายก็ใช้วิธีนี้ในวันอื่น ๆ ด้วย และผู้หญิงก็ยอม เพราะความรัก เพราะวิธีคิดของชายหญิงก็ยังต่างกัน สังคมไทยไม่สอนให้ชายมีความรับผิดชอบ แต่สอนให้หญิงต้องรับผิดชอบ มีเพศสัมพันธ์กันผู้ชายได้ ผู้หญิงเสียตัว วันวาเลนไทน์นี้เด็กผู้หญิงก็ถูกตราหน้ามากกว่าเด็กผู้ชาย เคยถามไหม ว่าทำไม?? 

ถ้านึกย้อนไปเมื่อ 30 ปีก่อน หรือถ้าอ่านประวัติศาสตร์ไทยจะพบข้อมูลน่าสนใจ ว่าคนไทยแต่งงานอยู่กินกัน ตอนอายุ 14-15 ปี จึงมีองค์การระดับโลกรณรงค์ว่าการมีลูกมากจะยากจน และรณรงค์ให้คนไทยแต่งงานอายุ 20 ปี ขึ้นไป การมีเพศสัมพันธ์ช่วงอายุ 14-15 ปี เป็นเรื่องเก่า แต่คนยุคนั้นเรียนรู้การมีครอบครัวจากความเป็นชุมชน ตอนนี้เราขยายโอกาสทางการศึกษา ให้เด็กเรียน 12 ปี เด็กอยู่กับครูในโรงเรียน คำถามคือ ครูหรือระบบโรงเรียนยุคนี้ได้เตรียมให้ความรู้เรื่องครอบครัวกับวัยนี้หรือไม่

กิจกรรมวันวาเลนไทน์
กิจกรรมในช่วงวาเลนไทน์ มีที่ขาดไม่ได้คือการรณรงค์แจกถุงยางอนามัย และการ รณรงค์ “ไม่เสียตัว” สองแนวคิดกิจกรรมรณรงค์ป้องกันเอดส์ ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอด มีผู้ใหญ่หลายคนบอกว่าการแจกถุงยางเป็นการชี้โพรงให้กระรอกและสนับสนุนการมีเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่น คนทำงานก็มีเหตุผลว่าห้ามวัยรุ่นไม่ได้ สิ่งที่เป็นปัญหาคือการมีเพศสัมพันธ์ ที่ไม่ปลอดภัยและไม่รับผิดชอบ และเราไม่ได้เตรียมเด็กให้มีความรู้ ความเข้าใจเรื่องเพศ ไม่ได้ฝึกให้คิดใคร่ครวญ จัดการหาทางออกที่ปลอดภัย ให้ทันกับยุคสมัย การแจกถุงยางเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำเฉพาะหน้าเพื่อให้คนปลอดภัย ส่วนการรณรงค์ให้เยาวชนไม่มีเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องสวนทางธรรมชาติและต้องทำระยะยาว
สิ่งที่เกิดขึ้นกับวัยรุ่นในยุคนี้ ตอนนี้ เป็นผลพวงของปัญหาสังคมที่สะสมมายาวนาน คำว่า ”ยุคนี้คนมีความเจริญทางวัตถุแต่มีจิตใจเสื่อมลง” มีความชัดเจนมากขึ้น ไม่ใช่เด็กยุคนี้จิตใจเสื่อม แต่สังคมมันเสื่อมมานาน และเห็นผลชัดเจนในยุคสมัยนี้ ดังนั้นในวันวาเลนไทน์นี้ ไม่ใช่เด็กไทยหลงไหลวัฒธรรมตะวันตก แต่เป็นเพราะวันวาเลนไทน์สอดรับกับกระแสทุนนิยมที่มาจากตะวันตก อย่างแนบเนียน ทุนนิยมมุ่งเป้ามาที่วัยรุ่น วัยรุ่นไทยเป็นเพียงเหยื่อของทุนนิยม และเป็นเหยื่ออารมณ์ความขัดแย้งของสองอุดมการณ์ ที่ไม่เคยลงรอยกัน
ถ้าเราที่เป็นผู้ใหญ่หวังดีกับวัยรุ่นจริง ๆ เราน่าจะต้องปรึกษาหารือกันมากขึ้น เราคงต้องทำความเข้าใจพื้นฐาน ธรรมชาติของวัยรุ่น เข้าใจวิธีคิดสถานการณ์และความขัดแย้งในสังคมไทยและสังคมโลก ร่วมกันหาวิธีการสร้างทางเลือก สร้างความปลอดภัยแก่วัยรุ่นที่หลากหลายอย่างต่อเนื่องและจริงจัง
หรือว่าเราจะปล่อยให้ ไอ้เด็กน้อยทั้งหลาย ตกเป็นเหยื่ออารมณ์ของสังคมต่อไป
สุขสันต์วันวาเลนไทน์ (ย้อนหลัง)

คำกล่าวที่ว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคมขยายความใด้อยางไร?

ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสังคม หมายถึง ความสัมพันธ์ของคน ตั้งแต่สองคนขึ้นไปได้มีการกระทำต่อกันเพื่อให้เกิดผลตามวัตถุประสงค์ที่ ตั้งไว้

สาเหตุที่มนุษย์มีความสัมพันธ์กับสังคม
1 มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ชอบอยู่รวมกันเป็นพวก พึ่งพาอาศัยซึ่งกัน และกัน การรวมกลุ่มอยู่ร่วมกัน มีลักษณะเป็นระเบียบแบบแผน และมีระบบ ความ สัมพันธ์ละเอียดอ่อนมากกว่าสัตว์อื่น ๆ การรวมกลุ่มอย่างมี ระเบียบ แบบแผน เรียกว่า มนุษย์มีวัฒนธรรม
2 มนุษย์เป็นผู้สร้างสังคม พยายามทำให้สังคมมีระเบียบแบบแผน เพื่อให้ เกิดความสงบสุข ความปลอดภัย และสร้างสรรค์ความเจริญ ก้าวหน้า แก่สังคม
3 สังคมเป็นเบ้าหลอมให้มนุษย์เป็นสมาชิกที่ดีของสังคม สังคม ได้ กำหนดขนบธรรมเนียม ประเพณี กฎหมาย ระเบียบแบบแผน วิธีดำเนินชีวิต เพื่อให้มนุษย์กระทำตาม หรือละเว้นการกระทำ เพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

สังคม ..หมายถึง กลุ่มคนที่อยู่ร่วมกัน มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ยอมรับ แบบแผน กฎเกณฑ์ของกลุ่ม ร่วมกันในการดำเนินชีวิต
ลักษณะของสังคม
1. มีอาณาบริเวณเป็นที่รู้กันว่า มีขอบเขตแค่ไหน เพียงใด
2. อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม เป็นสมาชิกของสังคมเดียวกัน รู้ว่าใครเป็นพวก ของตนหรือใครไม่ใช่พวกของตน
3. แบ่งงานกันทำตามความรู้ความชำนาญเฉพาะด้าน ร่วมมือช่วยเหลือ ซึ่งกันและกัน
4. มีความคิด ความเชื่อ บรรทัดฐานค่านิยมคล้ายคลึงกัน เพราะได้รับการ อบรมสั่งสอนขัดเกลามาอย่างเดียวกัน

ที่มา:

ภาพยนตร์ที่ชาวโลกควรดู "The Lady"

ชื่อภาษาไทย อองซานซูจี ผู้หญิงท้าอำนาจ

จัดจำหน่ายโดย M Pictures

กำหนดฉายหนัง 2 กุมภาพันธ์ 2555

เรื่องย่อหนัง The Lady

The Lady ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตจริงของหญิงแกร่ง ออง ซาน ซูจี (มิเชล โหยว) ผู้นำการต่อต้านรัฐบาลทหารในประเทศพม่า เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย ในปี 1988 เธอได้ออกจากอ็อกซ์ฟอร์ดเพื่อกลับมาเยี่ยมมารดาที่ป่วยในพม่า และต้องอยู่ที่นั่นนานหลายปี จนกระทั่งเข้าสู่การเป็นนักการเมืองขวัญใจประชาชน ที่ถูกยกย่องว่าเป็น "วีรบุรุษเพื่ออิสรภาพของประเทศพม่า" ซึ่งในช่วงเวลานั้น เธอต้องพบอุปสรรคมากมาย รวมถึงการบังคับให้อยู่แต่ในบ้าน จนไม่ได้พบหน้า ดร.ไมเคิล แอริส (เดวิด ธิวลิส) สามีของเธอ แม้แต่ตอนที่เขาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในปี 1999



<font color=Red><b>The Lady - อองซานซูจี ผู้หญิงท้าอำนาจ</b></font>
The Lady - อองซานซูจี ผู้หญิงท้าอำนาจ
<font color=Red><b>The Lady - อองซานซูจี ผู้หญิงท้าอำนาจ</b></font>
The Lady - อองซานซูจี ผู้หญิงท้าอำนาจ
<font color=Red><b>The Lady - อองซานซูจี ผู้หญิงท้าอำนาจ</b></font>
The Lady - อองซานซูจี ผู้หญิงท้าอำนาจ
<font color=Red><b>The Lady - อองซานซูจี ผู้หญิงท้าอำนาจ</b></font>
The Lady - อองซานซูจี ผู้หญิงท้าอำนาจ
<font color=Red><b>The Lady - อองซานซูจี ผู้หญิงท้าอำนาจ</b></font>
The Lady - อองซานซูจี ผู้หญิงท้าอำนาจ
<font color=Red><b>The Lady - อองซานซูจี ผู้หญิงท้าอำนาจ</b></font>
The Lady - อองซานซูจี ผู้หญิงท้าอำนาจ
<font color=Red><b>The Lady - อองซานซูจี ผู้หญิงท้าอำนาจ</b></font>
The Lady - อองซานซูจี ผู้หญิงท้าอำนาจ
<font color=Red><b>The Lady - อองซานซูจี ผู้หญิงท้าอำนาจ</b></font>
The Lady - อองซานซูจี ผู้หญิงท้าอำนาจ
<font color=Red><b>The Lady - อองซานซูจี ผู้หญิงท้าอำนาจ</b></font>
The Lady - อองซานซูจี ผู้หญิงท้าอำนาจ
<font color=Red><b>The Lady - อองซานซูจี ผู้หญิงท้าอำนาจ</b></font>
The Lady - อองซานซูจี ผู้หญิงท้าอำนาจ
<font color=Red><b>The Lady - อองซานซูจี ผู้หญิงท้าอำนาจ</b></font>
The Lady - อองซานซูจี ผู้หญิงท้าอำนาจ
<font color=Red><b>The Lady - อองซานซูจี ผู้หญิงท้าอำนาจ</b></font>
The Lady - อองซานซูจี ผู้หญิงท้าอำนาจ


อ้างอิง : http://movie.sanook.com/movie/movie_19431.php

นโยบายต่างประเทศของจีนต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในยุคปฏิรูปเศรษฐกิจ

นโยบายต่างประเทศของจีนต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในยุคปฏิรูปเศรษฐกิจ

Niklas Swanstrom[1] ได้ชี้ให้เห็นว่าปัจจัยที่มีผลต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศของจีนต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในยุคปฏิรูปเศรษฐกิจนั้นประกอบไปด้วย (1) การสิ้นสุดของสงครามเย็นและการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในช่วงระหว่าง ค.ศ. 1989 ถึง ค.ศ. 1991 ซึ่งทำให้สถานะของจีนในการเป็นตัวกลางระหว่างสองมหาอำนาจโลก คือสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตต้องสิ้นสุดลง จีนจึงรู้สึกว่าตนเองกำลังจะกลายเป็นศัตรูหลักรายต่อไปของสหรัฐอเมริกา ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นที่จีนจะต้องกระชับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อสร้างอิทธิพลไว้คานอำนาจกับสหรัฐฯ (2) การที่จีนยังคงยืนหยัดในการปฏิรูปเศรษฐกิจต่อไปหลังเกิดเหตุการณ์เทียนอันเหมินเมื่อ ค.ศ. 1989 โดยในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1993 คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้มีมติเห็นชอบแนวคิดของเติ้งเสี่ยวผิงเรื่อง “เศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยม” (Socialist Market Economy) และใช้แนวคิดดังกล่าวเป็นหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยเหตุนี้จีนจึงเห็นว่าการกระชับความสัมพันธ์กับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะนำมาซึ่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จะเอื้อให้จีนสามารถพัฒนาประเทศต่อไปได้ และ (3) การเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในเอเชียเมื่อ ค.ศ. 1997 และการสิ้นสุดอำนาจของประธานาธิบดีซูฮาร์โต (Suharto) แห่งอินโดนีเซียในปีถัดมาทำให้จีนอาศัยโอกาสดังกล่าวในการแสดงบทบาทเชิงสร้างสรรค์ให้เป็นที่ประจักษ์แก่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งยังพยายามเข้ามาแสดงบทบาทนำในอาเซียน (ASEAN) แทนที่อินโดนีเซียอีกด้วย

Michael A. Glosny[2] ได้จำแนกรูปแบบการดำเนินนโยบายต่างประเทศของจีนต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ออกเป็น 4 ลักษณะ ได้แก่

(1) การส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการที่จีนให้เงินกู้และเงินช่วยเหลือแก่ประเทศที่ประสบวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อ ค.ศ. 1997 รวมทั้งยังยืนยันที่จะไม่ลดค่าเงินหยวนเพื่อไม่ให้เป็นการซ้ำเติมต่อเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้าน และเพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่าการเข้าเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก (World Trade Organization –WTO) ของจีนจะไม่ส่งผลเสียต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศเพื่อนบ้าน ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2000 นายกรัฐมนตรีจูหรงจี (Zhu Rongji) ของจีนจึงได้เสนอให้มีการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ASEAN-China Free Trade Area – ACFTA) โดยที่จีนยังได้ให้ความเอื้อเฟื้อเป็นพิเศษแก่ประเทศที่ยังคงมีศักยภาพในการแข่งขันต่ำเช่น ลาว กัมพูชา พม่า และเวียดนาม อีกด้วย

(2) การส่งเสริมความร่วมมือทางการเมือง โดยตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา จีนได้เปลี่ยนแปลงท่าทีจากเดิมที่ปฏิเสธการเข้าร่วมประชุมในระดับพหุภาคี (multilateral meeting) มาเป็นการแสวงหาความร่วมมือในระดับพหุภาคีอย่างแข็งขัน ไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วมประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific Economic Cooperation – APEC) การประชุมอาเซียนว่าด้วยความมั่นคง (ASEAN Regional Forum – ARF) การประชุมอาเซียนบวกสาม (ASEAN Plus Three – APT) เป็นต้น และที่สำคัญก็คือ ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2003 จีนได้ลงนามในสนธิสัญญามิตรไมตรีและความร่วมมือ (ASEAN’s Treaty of Amity and Cooperation – TAC) ซึ่งเป็นการยืนยันว่าจีนจะดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศในอาเซียนโดยวางอยู่บนหลักการของการเคารพในเอกราช อธิปไตย ความเท่าเทียม และบูรณภาพทางอาณาเขตของกันและกัน การไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน การระงับข้อพิพาทโดยสันติ และการไม่ใช้กำลังต่อกัน

(3) การแสดงจุดยืนด้านการทหารอย่างสร้างสรรค์ จีนยังคงมีข้อพิพาทเรื่องหมู่เกาะ สแปรตลีย์ (The Spratly Islands) ในทะเลจีนใต้กับอีก 4 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ เวียดนาม บรูไน มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ การที่จีนใช้กำลังเข้ายึดครองแนวหินโสโครกมิสชีฟ (Mischief Reef) เมื่อ ค.ศ. 1995 ทำให้หลายประเทศต่างพากันมองดูจีนด้วยความไม่ไว้วางใจ ด้วยเหตุนี้จีนจึงพยายามปรับภาพลักษณ์ของตนเองให้เป็นไปในทางสร้างสรรค์มากขึ้น โดยในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2002 จีนและประเทศคู่กรณีพิพาทได้ลงนามในแถลงการณ์ที่เรียกว่า “The Declaration on the Conduct of Parties in the South China Sea” ซึ่งแม้ว่าจะยังไม่ได้ทำให้กรณีพิพาทสิ้นสุดลง หากแต่ก็เป็นการวางแนวทางในการปฏิบัติ (code of conduct) เพื่อไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่งระหว่างกันในอนาคต นอกจากนี้จีนยังได้แสดงความโปร่งใสด้านการทหารด้วยการจัดทำสมุดปกขาวว่าด้วยการป้องกันประเทศ (Defense White Paper) ทุกๆ 2 ปี ตั้งแต่ ค.ศ. 1998 เป็นต้นมา

(4) การแสวงหาอิทธิพลผ่านการใช้อำนาจอย่างอ่อน (soft power) ไม่ว่าจะเป็นการที่จีนพยายามแสดงตัวว่า รูปแบบการพัฒนาของจีนที่ทำให้เศรษฐกิจเจริญก้าวหน้าโดยที่ยังรักษาโครงสร้างทางการเมืองการปกครองแบบเดิมเอาไว้ได้นั้นสามารถจะเป็นแบบอย่างให้กับประเทศพม่า ลาว และเวียดนาม ที่ยังปกครองในระบอบเผด็จการได้ นอกจากนี้จีนยังได้มีบทบาทในการส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศกลุ่มอาเซียนอีกด้วย
รูปแบบการดำเนินนโยบายที่กล่าวมาทั้งหมดนี้สะท้อนความต้องการของจีนที่จะทำให้ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เห็นว่า จีนจะเป็นพลังที่นำไปสู่สันติภาพ ความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันระหว่างจีนกับประเทศเพื่อนบ้าน

ในส่วนของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ บทความของ Vincent Wei-cheng Wang[3] ได้ให้มุมมองผ่านการทำข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีนว่า ขณะที่ประเทศในกลุ่มอาเซียนทำข้อตกลงดังกล่าวโดยอาศัยเหตุผลทางเศรษฐกิจเป็นหลัก อันได้แก่ ความต้องการที่จะเข้าไปมีส่วนแบ่งในตลาดอันกว้างใหญ่ไพศาลของจีน และการใช้ข้อตกลงการค้าเสรีกับจีนเป็นตัวเร่ง (catalyst) ให้เขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area – AFTA) เกิดผลในทางปฏิบัติเร็วขึ้น อันจะทำให้อาเซียนดึงดูดคู่ค้ารายใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรปได้มากขึ้น หากแต่ในมุมมองของฝ่ายจีนแล้ว การทำข้อตกลงการค้าเสรีกับอาเซียนนั้นเป็นไปเพื่อตอบสนองยุทธศาสตร์ของจีนที่ต้องการจะมีสถานะ ความสามารถ และศักดิ์ศรีเทียบเท่าประเทศมหาอำนาจอื่นๆโดยอาศัยแนวทางแบบสันติ หรือที่เรียกกันว่า “การทะยานขึ้นอย่างสันติของจีน” (Peaceful Ascendency หรือ Peaceful Rise)[4]และหนึ่งในเครื่องมือที่จะทำให้จีนบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวก็คือ เครื่องมือทางเศรษฐกิจ การทำข้อตกลงการค้าเสรีนอกจากจะเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างจีนกับอาเซียนแล้ว ยังจะช่วยลดอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ลงไปด้วย รวมทั้งยังทำให้จีนสามารถแสวงหาตลาดและแหล่งวัตถุดิบจากประเทศในอาเซียนได้สะดวกมากขึ้น ดังนั้นการทำข้อตกลงการค้าเสรีจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ (sine qua non) สำหรับจีนในการบรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ ส่วนบทความของ John Wong[5] ก็ได้ยอมรับเช่นเดียวกันว่า แม้ข้อตกลงการค้าเสรีจีน-อาเซียนจะสามารถพิจารณาและอธิบายได้ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ หากแต่ปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังข้อตกลงดังกล่าวก็คือ ความพยายามของจีนที่จะขจัดความกลัวเรื่อง “ภัยคุกคามจากจีน” (China Threat) ให้หมดไปจากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแทนที่ด้วยแนวคิดเรื่องการทะยานขึ้นอย่างสันติ (Peaceful Ascendency) อันเป็นเป้าหมายในระยะยาวของจีน

D. S. Muni[6] ได้ศึกษาถึงนโยบายต่างประเทศของจีนต่อประเทศที่เข้าเป็นสมาชิกอาเซียนในภายหลัง ได้แก่ เวียดนาม (ค.ศ. 1995) พม่าและลาว (ค.ศ. 1997) และกัมพูชา (ค.ศ. 1999) โดยสรุปว่า นอกจากการสิ้นสุดของสงครามเย็นและการล่มสลายของสหภาพโซเวียตแล้ว ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้จีนหันมาสนใจประเทศเหล่านี้ก็คือ เหตุการณ์เทียนอันเหมินเมื่อ ค.ศ. 1989 เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้จีนและประเทศเหล่านี้ซึ่งส่วนใหญ่ยังมีการปกครองในระบอบเผด็จการต่างพากันกังวลถึงความมั่นคงของตนในโลกที่มีประเทศเสรีประชาธิปไตยอย่างสหรัฐอเมริกาเป็นมหาอำนาจเพียงขั้วเดียว (unipolarity) การกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันจึงเกิดขึ้น โดยจีนได้ดำเนินนโยบายต่อประเทศเหล่านี้แยกได้เป็น 4 รูปแบบ คือ (1) การให้การสนับสนุนแก่ระบอบการเมืองแบบเผด็จการ และต่อต้านกระแสเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงที่มาจากทั้งภายในและภายนอกประเทศเหล่านั้น (2) การแสวงหาความร่วมมือด้านความมั่นคง รวมทั้งการแก้ไขปัญหาพรมแดนเพื่อที่จีนจะสามารถใช้ดินแดนของประเทศเหล่านี้เป็นประตูทางเศรษฐกิจให้กับมณฑลตอนใต้ซึ่งไม่มีทางออกทะเล และยังทำให้จีนสามารถหันเหจุดเน้นด้านความมั่นคงไปยังบริเวณอื่นๆที่สำคัญมากกว่าอย่างช่องแคบไต้หวันได้ (3) การส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ทั้งในรูปของการค้า การลงทุน การให้เงินกู้และเงินให้เปล่าเพื่อการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน (infrastructure) ในประเทศเหล่านั้น อันจะเป็นประโยชน์ในระยะยาวต่อจีนในการขนส่งสินค้าเข้าออกทางใต้ของประเทศ และ (4) การแลกเปลี่ยนทางการเมืองและวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางเยือนกันและกันของผู้นำระดับสูง ไปจนถึงการทูตระดับประชาชน

สำหรับแนวโน้มของความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Martin Stuart-Fox[7] มองว่าจีนยังคงมีเป้าหมายด้านการต่างประเทศที่ไม่เปลี่ยนแปลงอยู่ประการหนึ่ง นั่นคือความพยายามที่จะฟื้นฟูสถานะของตนเองให้กลับมาอยู่ในตำแหน่งที่เป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ (to restore China to its rightful place in the world) เพื่อลบล้างประวัติศาสตร์ในช่วง “ศตวรรษแห่งความอัปยศ” (The Century of Humiliation) ออกไปให้ได้[8] จีนต้องการจะได้รับการยอมรับในฐานะที่เป็นประเทศมหาอำนาจที่มีสถานะทัดเทียมกับประเทศมหาอำนาจอื่นๆ และมีส่วนร่วมในการจัดระเบียบโลก (world order) และหนึ่งในภูมิภาคที่จีนเคยแสดงความเป็นมหาอำนาจมาแล้วในอดีตและสามารถจะแสดงต่อไปในอนาคตได้ก็คือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในปัจจุบันจีนยังคงเน้นการเป็นเพื่อนบ้านที่ดีของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ลดการเผชิญหน้าและหลีกเลี่ยงความขัดแย้งเพื่อที่ตนเองจะได้สามารถพัฒนาประเทศไปได้อย่างไม่มีอุปสรรค หากแต่ปัญหาสำคัญก็คือ ในอนาคตเมื่อจีนบรรลุเป้าหมายในการพัฒนาประเทศแล้ว ท่าทีของจีนต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ Stuart-Fox เชื่อว่าเมื่อถึงเวลาดังกล่าวจีนจะกลายเป็นประเทศที่เรียกร้องและยืนยันอย่างแข็งขัน (assertive) ในจุดยืนและผลประโยชน์ของตนเองมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของกรณีพิพาทหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ จนอาจนำมาซึ่งความตึงเครียดในความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ขณะที่ธีระ นุชเปี่ยม[9] ได้ให้มุมมองในอีกด้านหนึ่งว่า ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคตอาจจะมิได้มาจากการที่จีนบรรลุเป้าหมายในการพัฒนาประเทศเรียบร้อยแล้ว หากแต่อาจจะมาจากปัญหาต่างๆที่สะสมขึ้นในช่วงแห่งการปฏิรูปเศรษฐกิจก็เป็นได้ เช่น ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมระหว่างภูมิภาคต่างๆภายในจีน การที่ระบบการเมืองจีนยังล้าหลังและก้าวตามไม่ทันความเจริญของระบบเศรษฐกิจ เป็นต้น ปัญหาดังกล่าวอาจทำให้จีนเลือกที่จะปลุกกระแสชาตินิยม (nationalism) ขึ้นเพื่อสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายในประเทศ และทำให้จีนมีท่าทีที่ก้าวร้าวมากขึ้นในการดำเนินความสัมพันธ์กับโลกภายนอก รวมทั้งกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้